"การศึกษาแบบมุ่งเพื่อการสอบและเพื่อแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัย เช่นที่เกิดขึ้นอย่างดุเดือดในช่วง

  พ.ศ. 2530-2555 กำลังยุติลงแล้ว"

 

เมื่อวาน ผมมีโอกาสได้พบเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมคนหนึ่ง เพื่อนถามว่าลูกเรียนโรงเรียนไหน ผมก็ตอบว่า โรงเรียนต้นกล้า อยู่ชั้นอนุบาล 3 แล้ว เพื่อนถามต่อทันทีว่าแล้วจะย้ายไปเข้า ป.1 ที่ไหน ผมก็ตอบว่าไม่ย้ายไปไหน ก็ต่อ ป.1 ที่นี่แหล่ะ เพื่อนเลยพูดต่อว่า งั้นก็ให้เรียนพิเศษเอาเองเหรอ ผมจึงบอกว่า ไม่หรอก ก็ปล่อยให้เรียนตามระบบของโรงเรียนไปเรื่อยๆ เลย มาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าเพื่อนของผมคงรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะในสังคมใครๆ ก็พูดคุยกันว่าโรงเรียนต้นกล้านี้ ไม่ได้สอนเด็กให้เรียนแบบคร่ำเคร่งอย่างโรงเรียนอื่นๆ ที่เพื่อนๆ นิยมส่งลูกไปเรียนกัน แต่เราก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกัน

ผมคิดว่ายังมีคนจำนวนมากที่ยังยึดติดกับรูปแบบการศึกษาเดิมตามที่พวกเราเคยผ่านกันมาครั้งยังเป็นเด็กๆ ครับ จากประสบการณ์การเลี้ยงลูกคนแรกในช่วงวัยอนุบาลจนถึงวัยประถมต้นๆ อยู่ที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Werribee (Victoria, Australia) ในช่วงปี 2545-2550 ประกอบกับการทำงานบริหารและการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาตั้งแต่ ปี 2552-ปัจจุบัน อยากจะขอสรุปสั้นๆ เลยครับว่า การศึกษาแบบมุ่งเพื่อการสอบและเพื่อแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัย เช่นที่เกิดขึ้นอย่างดุเดือดในช่วง พ.ศ. 2530-2555 กำลังยุติลงแล้วนะครับ ด้วยจำนวนที่ลดลงของประชากรเกิดใหม่ตั้งแต่ปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก พ.ศ. 2540 ณ วันนี้ พ.ศ. 2558 เด็กรุ่นนั้นมีอายุ 18 ปี เป็นเวลาที่พวกเขาเริ่มเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย เราพบปรากฏการณ์ที่ว่า จำนวนเด็กเข้าเรียนในหลักสูตรต่างๆ ไม่เต็มจำนวนตามที่เตรียมที่นั่งไว้ กล่าวคือ สัดส่วนการแข่งขันไม่สูงอย่างสมัยก่อนๆ เพราะเด็กอายุ 18-19 ปีที่จะสอบเข้ามีจำนวนน้อยลง แต่ที่นั่งในมหาวิทยาลัยมีจำนวนเท่าเดิม (หรือมากขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะตอนนี้สถาบันไหนๆ ก็เปิดสอน ป.ตรี) เด็กๆ จึงมีโอกาสเลือกเรียนได้มากกว่าแต่ก่อนครับ นอกจากว่าจะไปเลือกแข่งขันเข้าเรียนในหลักสูตรที่คนทั้งประเทศใฝ่ฝันจริงๆ ในสถาบันดังๆ แต่สัดส่วนการแข่งขันก็ถือว่าลดลงเช่นกัน เพราะอาชีพในฝันของคนยุคใหม่นี้ก็เปลี่ยนไปแล้วครับ ปัจจุบันเราพบว่าเราขาดแคลนเด็กที่สนใจจะเข้ามาเรียนในหลักสูตรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครับ เด็กสนใจเรียนสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มากกว่าครับ 

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันในมหาวิทยาลัยไทยทั่วประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการเรียนการสอนกันยกใหญ่ครับ คือ เราต้องมีการสอนแบบที่ "ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ 21"  กล่าวคือ การสอนเด็กรุ่นใหม่ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่รอดในสังคมยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 21) นี้จะไม่มุ่งเน้นที่การอัดเนื้อหาวิชาเข้าไปในสมองของเด็กอีกต่อไป แต่จะสอนให้เขามีทักษะการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองในศาสตร์นั้นๆ ไปตลอดชีวิตแทน เหตุผลคือ ความรู้ต่างๆ ในโลกปัจจุบันมันมากมายเสียจนเราสอนกันไม่หมด หากสอนให้เด็กรู้แต่สิ่งที่สอนกันในช่วงระยะเวลาที่เรียน 4 ปีในมหาวิทยาลัย ก็ไม่เพียงพอที่จะออกไปทำงานอะไรได้ ดังที่ปรากฏให้เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ การสอนให้เด็กๆ ทำงานได้ด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ เล่ากันว่า แค่อาจารย์เดินเข้าชั้นเรียนมาแล้วบอกนักศึกษาว่าวันนี้ออาจารย์จะสอนเรื่องอะไร เด็กก็ search เข้าไปในอินเทอร์เน็ต ได้ข้อมูลเข้ามาในมือถือมากกว่าที่อาจารย์เตรียมมาสอนเสียอีกครับ แต่นักศึกษาจะอ่านหรือไม่อ่าน เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ

 

ปรากฏการณ์ที่พบอีกประการหนึ่ง ก็คือ ในขณะที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยนวิธีการสอนแบบใหม่ๆ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้เด็กๆ ได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง เขาให้หลีกเลี่ยงการสอนแบบ lecture "ป้อน" ให้ทุกอย่าง แต่ให้เด็กเรียนรู้วิธี "หา" ความรู้ด้วยตนเอง แต่ปรากฏว่า เด็กไม่สามารถให้ความร่วมมือกับการเรียนการสอนวิธีนี้ เช่น ให้ไปอ่านมาก่อน แล้วมาอภิปรายในชั้นเรียน ก็ไม่อ่านมาก่อน บอกว่าอยากฟังอาจารย์ lecture มากกว่า จะได้จดไปท่องเพื่อสอบเลย ขี้เกียจค้น ขี้เกียจอ่าน ขี้เกียจคิด ขี้เกียจคำนวณ ขี้เกียจประชุม ขี้เกียจเจรจาหารือ-ทำงานเป็นกลุ่ม ขี้เกียจเขียนรายงาน ขี้เกียจนำเสนอ-อภิปราย เพราะเคยชินกับการ "ถูกป้อน" ให้ทุกอย่าง อันนี้เป็นปัญหาที่ไม่รู้ว่าครูควรปรับวิธีการสอนให้ถูกใจผู้เรียน หรือ ผู้เรียนควรปรับวิธีเรียนตามครู เหมือนปัญหา "ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน" ตอนนี้เราเลยต้องอบรมวิธีการเรียนแบบใหม่ให้เด็กด้วยครับ 

 

สรุปก็คือ วิธีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุค digital และเราไม่สามารถห้ามเด็กๆ หรือจำกัดการเข้าถึงข้อมูลในอินเทอร์เน็ตของพวกเขาได้ ดังนั้นเราจึงต้องยอมรับมันและรู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ ... ในโลกแห่งข้อมูลซึ่งมีจำนวนมาก (เรียกว่า big data) มีทั้งข้อมูลจริงและเท็จ จำเป็นต้องกลั่นกรองให้เป็น การรวบรวมข้อมูล การแลกเปลี่ยน-แบ่งปันข้อมูล เทคนิคการสื่อสาร-การนำเสนอ การค้นหาความจริง การค้นหาข้อสรุปร่วมกัน ฯลฯ เป็นทักษะที่ "ถ้าเราสามารถบ่มเพาะให้เขาตั้งแต่เด็กได้ จะเป็นการดีที่สุด" ครับ

 

                                                                                                                 อาจารย์ ดร.ชนันท์ภัสร์ ราษฎร์นิยม

                                                                                   รองคณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

                                                                                                                       ผู้ปกครองโรงเรียนต้นกล้า

"เด็กต้นกล้าเป็นเด็กที่เติบโตอย่างธรรมชาติที่สุดโรงเรียนหนึ่งแล้วค่ะในขณะนี้"

ในสังคมไทย คิดว่าเรายังไม่พร้อมนักหรือพร้อมช้ามากๆ กับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการศึกษาทางเลือกที่เรายังไม่คุ้นเคยเพราะคนมองว่า มันยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่ระบบการศึกษาแบบนี้จริงๆ แล้วมีใช้อยู่ทั่วๆ ไปในประเทศที่เจริญแล้ว เด็กๆ ฝรั่ง เริ่มเรียนเขียนอ่านจริงๆ จังๆ เมื่อขึ้นชั้นป. 2 ด้วยซ้ำ ของต้นกล้านี่ก็ยังถือว่าเริ่มเขียนอ่านเร็วไป ตอนที่เอาลูกมาสัมภาษณ์ คุณครูบอกว่า ต้องมีบ้างเพราะผู้ปกครองคาดหวัง แม่รสจึงเข้าใจว่า ถ้าโรงเรียนไม่ให้เรียนเขียนอ่านอะไรเลยตั้งแต่อนุบาล เกรงว่าผู้ปกครองจะให้ลูกไปเรียนที่อื่น เพราะคงจะทนกระแสเปรียบเทียบข้างนอกไม่ไหว แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่โรงเรียนไม่ได้เคร่งครัดกับ เด็กๆ อนุบาลมาก ทำบ้าง เขียนบ้าง อ่านบ้าง เล่นบ้าง

 

ยังไงก็ให้กำลังใจกันและกันนะคะ เด็กต้นกล้าเป็นเด็กที่เติบโตอย่างธรรมชาติที่สุด โรงเรียนหนึ่งแล้วค่ะในขณะนี้ :)

 

                                                                 คุณสายสุดา โพห์ล

                                                                 ผู้ปกครองโรงเรียนต้นกล้า

 

"ในระยะยาวเมื่อเขามีความสุขในการเรียนรู้ เขาจะเป็นคนไฝ่รู้ ตั้งใจศึกษาทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน"

ลูกเรียน K1 ที่ โรงเรียนต้นกล้าแล้วมีความสุข พัฒนาการทุกๆด้านถืออยู่ใน เกณฑ์ดีคะ หลักสูตรแบบโรงเรียนเราคุณครูที่สอนถือว่าหนักกว่าโรงเรียนทั่วไป ต้องคิดต้องหากิจกรรมเพื่อมาสอนให้เด็กๆได้เรียนอย่างมีความสุข และเขาก็จะตั้งใจ เรียน อย่างนี้คุณครูเหนื่อยกว่าที่สอนจากหนังสือแล้วให้เด็กท่องกว่ามากๆ          

 

ในระยะยาวเมื่อเขามีความสุขในการเรียนรู้ เขาจะเป็นคนไฝ่รู้ ตั้งใจศึกษา ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน และที่ชอบที่สุดคือ ลูกสาวชอบพูดถึงเพื่อนๆ พูดถึงการเรียนการสอนแทบทุกวัน ชอบให้เราดูหนังสือ และให้แม่อ่านให้ฟังทุกๆวัน เพราะโรงเรียนปลูกฝังเรื่องการอ่าน รอแม่ที่ร้านทำผมได้เป็นชั่วโมง โดยหยิบนิตยสาร ในร้านเปิดดู ช่างทำผม ลูกค้าในร้านชมกันใหญ่ แม่ได้หน้า บอกโรงเรียนต้นกล้าเขาปลูกฝังค่ะ :)

 

                                                                     คุณพิกุลทอง  แปงทอน

                                                                     ผู้ปกครองโรงเรียนต้นกล้า

"ลูกผมอยู่ ป.4 ขอแชร์ว่า ยังเชื่อมั่นในวิธีของต้นกล้าครับ"

ลูกผมอยู่ ป.4 ขอแชร์ว่า ยังเชื่อมั่นในวิธีของต้นกล้าครับ ที่เห็นชัดๆคือ เด็กมี ทัศนคติบวกต่อการเรียน และ อีกเรื่องคือยิ่งชั้นสูงขึ้นเด็กจะฝึกการทำงานเป็นทีม ตลอดเวลา ชิ้นงานหรือโปรเจคของแต่ละเทอม เด็กๆจะทำจนสำเร็จไปพร้อมๆกันกับเพื่อนและครู ซึ่งผมคิดว่าเป็นทักษะที่สำคัญมากกับเด็กเองและกับอนาคตประเทศ แม้ผู้ใหญ่ก็ทำได้ไม่ง่ายถ้าไม่ได้ถูกฝึกมาเรื่องทีมเวิร์ค

 

                                         

                                                             นายแพทย์ภาณุวัฒน์ พุทธเจริญ

                                                             ผู้ปกครองโรงเรียนต้นกล้า