ในยุคปัจจุบันที่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีกำลังเติบโตไปเรื่อยๆ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป เราก็พบได้ว่า พัฒนาการภาษาโดยรวมของเด็กไทยกำลังถดถอยลงไป ปัญหาเด็กไม่ชอบการอ่านหนังสือ เด็กอ่านหนังสือไม่ออก อ่านไม่คล่อง และเขียนภาษาไทยไม่ถูกต้องกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ

 

เด็ก ๆ ไม่ได้เรียนรู้ภาษาเพียงแค่ท่องจำจากในหนังสือ หากแต่โลกแห่งภาษาของเด็ก ๆ ได้รายล้อมอยู่รอบตัว โดยส่วนใหญ่โอกาสในการเรียนรู้ของเด็กได้ถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากความใจร้อนใช้กระบวนการลัดหรือการเร่งให้เด็กอ่านเขียนก่อนวัย 

ดร. จอร์ช  โฮลิซ แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปส์กิน กล่าวว่า “เพียงบทร้องเล่นและท่าทีจากแม่ที่พูดกับทารกก็ช่วยเสริมให้มีกระบวนการเรียนรู้หน่วยเสียง  ในภาษาแม่ได้ดี” เด็กจะเรียนรู้จำนวนคำมากมายมหาศาล คำพูดจากครอบครัวที่ใช้สื่อสารนับหมื่นคำก็จะกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งแท้จริงแล้วเด็กเรียนรู้คำและโครงสร้างของภาษาไปพร้อมกันแบบรวม ๆ ไม่ใช่ค่อยเรียนไปทีละคำ แต่เมื่อเด็กเริ่มผ่านพ้นวัยแห่งทารก การสอนภาษาจะถูกสอนเป็นคำ เป็นประโยค และสอนให้สะกดคำนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เริ่มจากการวางรากฐานในลำดับแรกคือการเรียนรู้  ผ่านโลกของนิทานและเรื่องเล่าต่าง ๆ เพราะเรื่องเล่าสามารถกระตุ้นให้สมองเรียนรู้คำและการเชื่อมโยงคำ  ขึ้นเป็นภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ

 

โรงเรียนต้นกล้าจึงมุ่งสร้างวัฒนธรรมการรักการอ่าน (Love to Read) ให้อยู่ในตัวตนของนักเรียน   และกระบวนการสอนภาษาไทยของโรงเรียนจึงถูกจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อธรรมชาติและการพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัย จะเห็นได้ว่าการสอนจะใช้ภาพหนังสือ นิทาน และธรรมชาติรอบตัวเข้ามาเป็นสื่อในการเรียนรู้ เมื่อเด็กรู้จักการใช้ภาษาจนคล่องแล้ว  ต่อมาจะเริ่มนำภาษาไปใช้ผ่านการเขียนเพื่อถ่ายทอดความคิดเห็นหรือสร้างเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีความหมายถูกต้องตามแบบแผนของภาษาต่อไป

 

การเรียนผ่านกระบวนการนี้จะทำให้นักเรียนมีความเข้าใจ เกิดความสุข และสนุกที่จะเรียนรู้  รักการอ่าน การเขียน และในที่สุดนักเรียนจะมีความพร้อมต่อยอดการเรียนรู้ในระดับต่อไป